วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2559

Hi Phutthaisong

ประวัติอำเภอพุทไธสง



                    คำขวัญอำเภอ         คูเมืองเก่าแต่โบราณ                    นมัสการพระเจ้าใหญ่
                               สุดสวยผ้าไหมไทย                       แลวิไลบึงสระบัว

               พุทไธสง หรือภาษาเขมรเรียก บันเทียสรอง สันนิษฐานว่าเป็นเมืองเก่าสมัยขอมเรืองอำนาจปกครองดินแดนแถบนี้ โดยเมืองเก่าคาดว่าจะตั้งอยู่บริเวณบ้านกู่สวนแตง เนื่องจากมีปรางค์กู่สวนแตง เทวสถานที่มีภาพสลักบนหินเป็นรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ อันเป็นอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ที่เข้ามาครอบงำในระยะนั้น ดังนั้นเมื่อขอมสร้างเมืองบริเวณใดก็จะสร้างเทวสถานด้วยศิลาแลงไว้ทุกแห่ง การก่อสร้างเมืองพุทไธสง มีการขุดคูเมืองล้อมรอบซึ่งยังคงปรากฏสภาพให้เห็นโดยทั่วไปรอบบริเวณ โดยการก่อสร้างคูเมืองสันนิษฐานว่ายังไม่แล้วเสร็จ คงเหลือระยะทางประมาณหนึ่งกิโลเมตร มีการวางตำแหน่งประตูเมืองตามแนวทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก การเข้าสู่เมืองจะมีสะพานไม้เชื่อมต่อทั้งสามทิศ ยกเว้นทางทิศตะวันตก
              ขณะดำเนินการก่อสร้างสันนิษฐานว่าอาจเกิดภาวะความแห้งแล้ง หรือโรคระบาดร้ายแรงจนทำให้มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีการค้นพบกระดูกคนจำนวนมากบริเวณสถานีขนส่งพุทไธสง และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอพุทไธสง โดยบริเวณดังกล่าวมีลักษณะภูมิประเทศเป็นใจกลางของเมือง ผู้ที่มีชีวิตรอดหลงเหลืออยู่คงจะอพยพไปอยู่ที่อื่นส่งผลให้เมืองพุทไธสงกลายเป็นเมืองร้างตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

วัดหงษ์ บ้านศรีษะแรต  อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์
http://www.hugburiram.com/wp-content/uploads/2016/01/20160125083905_80487.jpg
    
เมืองพุทไธสงปรากฏชื่อในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นเมืองในปกครองของเมืองนครราชสีมา ร่วมกับเมืองจันทึก ชัยภูมิ พิมาย บุรีรัมย์ นางรอง จตุรัส เกษตรสมบูรณ์ ภูเขียว ชนบท ตลุง รัตนบุรี และปักธงชัย
ต่อมาในรัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ให้พระยาจักรีเดินทางไปตีเมืองเวียงจันทร์ และได้กวาดต้อนชาวลาวลงมาให้ซ่อมแซม บูรณะเมืองพุทไธสง โดยได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านโนนหมากเฟือง หรือบ้านมะเฟืองในปัจจุบัน ภายหลังเมื่อมีการซ่อมแซมเมืองพุทไธสงแล้วเสร็จ จึงได้้แต่งตั้งให้ เพีย ศรีปาก ขึ้นเป็นพระยาเสนาสงคราม เจ้าเมืองพุทไธสงคนแรกเมื่อปี 2342
พระเสนาสงครามเมื่อดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองพุทไธสงได้ให้ช่างฝีมือทอผ้าเชื้อสายลาวประดิษฐ์คิดค้นผ้าซิ่นตีนแดงขึ้น เป็นผ้าที่มีลักษณะเฉพาะ มีความสวยงามจนกลายเป็นผ้าประจำบ้านที่ชาวพุทไธสงต้องมีไว้ประจำทุกครัวเรือน และเป็นเอกลักษณ์สำคัญของอำเภอพุทไธสง และของจังหวัดบุรีรัมย์มาจนถึงทุกวันนี้   นอกจากนั้นคาดว่าในห้วงเวลาเดียวกันได้มีการค้นพบพระพุทธรูปสำคัญ ได้แก่ พระเจ้าใหญ่ เป็นศิลปะล้านช้างโดยช่างสกุลลาว พระเกศคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปหลายองค์ที่พระยาจักรีอัญเชิญมาจากเมืองเวียงจันทร์ พร้อมทั้งได้บูรณะซ่อมแซมสถานที่ค้นพบตั้งเป็นวัด ชื่อวัดหงษ์ เป็นที่เคารพสักการะมาจนถึงทุกวันนี้ต่อมาเจ้าพระยาจักรีได้เดินทางมาปราบกบฏเจ้าเมืองนางรอง ได้ให้บุตรพระเสนาสงคราม เจ้าเมืองพุทไธสงตามร่วมไปในการปราบกบฏครั้งนั้นด้วย เมื่อปราบกบฏเสร็จได้มีการตั้งเมืองแปะขึ้นเป็นเมืองบุรีรัมย์ พระยาจักรีจึงได้แต่งตั้งให้บุตรพระเสนาสงครามขึ้นเป็น พระยาภักดี ครองเมืองบุรีรัมย์

พระเสนาสงคราม  เจ้าเมืองคนแรก
https://sites.google.com/site/arcnut2/_/rsrc/1432447136546/home/DSC_0037.JPG
เป็นคนแรก  พ.ศ.2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้จัดระเบียบการปกครองแผ่นดินใหม่ ตั้งกระทรวง และมณฑล โดยได้รวมเมืองนางรอง บุรีรัมย์ ตลุง รัตนบุรี พิมาย และพุทไธสง เข้าเป็นเมืองเดียวกันรวมเรียกว่า บริเวณนางรอง ต่อมาในปี 2442 เมื่อกฏหมายลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.116 มีผลบังคับใช้ จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงฐานะเมืองพุทไธสง เป็นอำเภอพุทไธสง โดยมีหลวงเจริญทิพผล ดำรงตำแหน่งนายอำเภอพุทไธสงเป็นคนแรกและในปี 2450 ได้มีการปรับปรุงหัวเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้มณฑลนครราชสีมา ประกอบไปด้วย 3 เมือง 17 อำเภอ ได้แก่ เมืองนครราชสีมา มี 10 อำเภอ เมืองชัยภูมิ มี 3 อำเภอ และเมืองบุรีรัมย์ มี 4 อำเภอ คืออำเภอนางรอง ประโคนชัย รัตนบุรี และพุทไธสง


           พ.ศ.2444 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ส่งเสริมการเลี้ยงไหมไว้ทอเป็นเครื่องนุ่งห่ม โดยได้จ้างผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำการปรับปรุงการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มีการตั้งกรมช่างไหม และในปี 2447 ได้มาตั้งกองช่างไหมบุรีรัมย์ และในปีถัดมาได้ส่งชาวญี่ปุ่นมาสอนการทำสวนหม่อนเลี้ยงไหมตามวิธีสมัยใหม่แก่ราษฎรอำเภอพุทไธสงจำนวน 110 ราย
           พ.ศ.2456 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ตราพระราชบัญญัติให้คนไทยทุกคนต้องมีนามสกุลต่อท้าย โดยทางราชการได้ให้ชาวอำเภอพุทไธสงใช้ถิ่นที่อยู่อาศัยเป็นนามสกุล จึงปรากฏนามสกุลที่มีคำลงท้ายว่า ไธสง เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก
           ต่อมาในปี 2476 ได้มีการจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินใหม่ ยุบมณฑลนครราชสีมา แล้วจัดระเบียบการบริหารราชการส่วนภูมิภาคออกเป็นจังหวัด และอำเภอ โดยเมืองบุรีรัมย์ได้เปลี่ยนแปลงเป็นจังหวัดบุรีรัมย์ มาจนถึงปัจจุบัน
           ในปี 2500 กระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้งสุขาภิบาลพุทไธสงขึ้น โดยรวมเอาบางส่วนของตำบลพุทไธสง บ้านจาน และมะเฟืองที่มีความเจริญ และต่อมาในปี 2542 จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลพุทไธสง เป็นเทศบาลตำบลพุทไธสง บริหารราชการในส่วนของท้องถิ่นมาจนถึงปัจจุบัน
           พ.ศ.2524 กระทรวงมหาดไทยเห็นว่าอำเภอพุทไธสงมีพื้นที่กว้างขวาง จึงได้แยกตำบลนาโพธิ์ ศรีสว่าง บ้านคู บ้านดู่ และดอนกอก พื้นที่ 255 ตารางกิโลเมตรออกไปตั้งเป็นกิ่งอำเภอนาโพธิ์
   
กลุ่มทอผ้าไหมอำเภอพุทไธสง
http://buriram.cad.go.th/images/article/news553/n20150311140505_14944.jpg
           พ.ศ.2535 ได้มีการแยกตำบลกู่สวนแตง        ทองหลาง แดงใหญ่ หนองแวง และหนองเยื้อง  พื้นที่ 175 ตารางกิโลเมตร ออกไปตั้งเป็นกิ่งอำเภอ  บ้านใหม่ไชยพจน์ ทำให้คงเหลือพื้นที่ปกครองของอำเภอพุทไธสง จำนวน 330 ตารางกิโลเมตร 7  ตำบล 97 หมู่บ้านมาจนถึงปัจจุบัน ในโอกาสครบรอบ 200 ปีเมืองพุทไธสง พ.ศ.2542 นายบัณฑิตย์ ออมไธสง นายอำเภอในขณะนั้นได้ร่วมกับชาวพุทไธสง สร้างอนุสาวรีย์พระยาเสนาสงคราม เจ้าเมืองพุทไธสงคนแรกขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง และในปีเดียวกัน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้อนุมัติงบประมาณให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารที่ว่าการอำเภอหลังใหม่ เนื่องจากสถานที่เดิมอยู่ในเขตเมือง มีสภาพแออัดคับแคบยากต่อการพัฒนา จึงได้ย้ายมาก่อสร้างบริเวณที่สาธารณะประโยชน์ริมทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 202 ประทาย - ยโสธร และเป็นศูนย์กลางในการบริหารราชการมาจนถึงปัจจุบัน  อำเภอพุทไธสงนับถึงปัจจุบันมีฐานะเป็นอำเภอมาแล้วกว่า 100 ปี มีผู้ดำรงตำแหน่งนายอำเภอมาแล้ว 35 คน โดยมี นายไพฑูรย์ ไวยฉาย ดำรงตำแหน่งนายอำเภอพุทไธสงคนปัจจุบัน






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น